The Impact of PM2.5 on Skin Health and Pigmentation

งานวิจัยล่าสุดเน้นให้เห็นถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ต่อผิวหนังของมนุษย์ PM2.5 ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของมลพิษทางอากาศ มีความเชื่อมโยงกับริ้วรอยแห่งวัย การเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี และโรคผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบ นักวิจัยได้ศึกษาบทบาทของ PM2.5 ในการเกิดภาวะผิวคล้ำผิดปกติและความเสียหายของผิวที่เกี่ยวข้องกับภาวะเครียดออกซิเดชัน

PM2.5 กับภาวะผิวคล้ำผิดปกติ

การศึกษาที่ใช้แบบจำลองผิวหนังมนุษย์แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าการสัมผัส PM2.5 สามารถกระตุ้นการผลิตเมลานิน ส่งผลให้ผิวคล้ำขึ้น งานวิจัยพบว่า PM2.5 กระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีทางอ้อมผ่านเส้นทางการส่งสัญญาณของเคราติโนไซต์ ทำให้เกิดการสังเคราะห์เมลานินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สารพิษเช่น เบนโซ[a]ไพรีน (BAP) ที่พบใน PM2.5 มีส่วนช่วยให้เกิดภาวะนี้โดยกระตุ้นความเครียดออกซิเดชันและกระบวนการอักเสบ

กลไกของความเสียหายต่อผิวหนัง

PM2.5 ก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังผ่านกลไกหลัก ได้แก่:

  • ความเครียดออกซิเดชัน: กระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ (ROS) ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายของเซลล์และการอักเสบ
  • การตอบสนองต่อการอักเสบ: กระตุ้นการปล่อยสารไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ทำให้อาการของโรคผิวหนังแย่ลง
  • การกระตุ้นตัวรับอะริลไฮโดรคาร์บอน (AhR): PM2.5 มีสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ที่สามารถจับกับ AhR ในเซลล์ผิวหนัง ส่งผลต่อการสร้างเมลานินและความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว

ผลกระทบต่อสุขภาพและการป้องกัน

การเข้าใจผลกระทบของ PM2.5 ต่อผิวหนังช่วยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการป้องกัน ได้แก่:

  • การใช้สารต้านอนุมูลอิสระ: ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีวิตามิน C, E และสารโพลีฟีนอลจากธรรมชาติสามารถช่วยลดความเครียดออกซิเดชันได้
  • การใช้ครีมกันแดดแบบปกป้องกว้าง: การสัมผัสรังสียูวีสามารถเพิ่มผลกระทบเชิงลบของ PM2.5 ต่อเม็ดสีผิวได้
  • การทำความสะอาดผิวที่เหมาะสม: การล้างหน้าที่มีประสิทธิภาพช่วยกำจัดมลพิษและลดผลกระทบต่อผิว
  • การใส่ใจคุณภาพอากาศ: หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่ามลพิษสูงและใช้เครื่องฟอกอากาศเพื่อลดการสัมผัส

ทางเลือกในการรักษาภาวะเม็ดสีผิดปกติจาก PM2.5

เพื่อรับมือกับผลกระทบของ PM2.5 ต่อสีผิว การใช้เทคนิคทางผิวหนังขั้นสูงร่วมกับการดูแลผิวที่เหมาะสมอาจเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพ นี่คือทางเลือกที่แนะนำ:

  1. เลเซอร์ Q-Switched Nd:YAG สำหรับแก้ไขเม็ดสี
    • เลเซอร์ Q-Switched Nd:YAG เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการลดภาวะเม็ดสีผิดปกติที่เกิดจากมลภาวะ เช่น PM2.5
    • เทคโนโลยีเลเซอร์นี้มุ่งเป้าไปที่เม็ดสีเมลานิน ทำให้สามารถแตกตัวและกำจัดออกจากร่างกายได้ตามธรรมชาติ
    • ควรเลือกใช้เครื่องเลเซอร์ที่ได้รับการรับรองจาก USFDA และให้ผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนังเป็นผู้ทำหัตถการ
  1. การบำบัดด้วยมัลติวิตามินและสารสกัดจากธรรมชาติ
    • การบำบัดด้วยสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดผลกระทบของ PM2.5 ต่อผิว
    • วิตามินซีและสารสกัดจากธรรมชาติสามารถช่วยฟื้นฟูผิวและควบคุมเม็ดสี
    • การใช้สารอาหารที่ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนจะช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น
  1. BioGlow Rejuvenation: การฟื้นฟูผิวขั้นสูง
    • BioGlow Rejuvenation เป็นทรีตเมนต์ดูแลผิวที่ออกแบบมาเพื่อลดเม็ดสีผิดปกติ และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
    • รวมเทคโนโลยีเลเซอร์เพื่อช่วยลดเม็ดสีผิดปกติ
    • ใช้วิตามินและสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อลดปัญหาผิวคล้ำ
    • ฟื้นฟูผิวด้วยสเต็มเซลล์เพื่อลดความเสียหายจากมลภาวะ

สรุป

PM2.5 มีส่วนทำให้เกิดภาวะเม็ดสีผิดปกติ ความเครียดออกซิเดชัน และการอักเสบ การปกป้องผิวด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ การล้างหน้าที่เหมาะสม และการป้องกันแสงแดดสามารถช่วยลดความเสียหายได้ สำหรับการรักษา เลเซอร์ Q-Switched Nd:YAG การบำบัดด้วยมัลติวิตามิน และ BioGlow Rejuvenation เป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูและคืนความกระจ่างใสให้กับผิว

A New Hope for Rosacea Sufferers: The Power of Botulinum Toxin

ภาษาไทย Article by DR. Piyawat POOMSUWAN

Rosacea is a chronic skin condition that causes redness, swelling, and visible blood vessels on the face, significantly impacting patients’ confidence and quality of life.

While there are various treatment options available, the use of Botulinum Toxin (Botox) has emerged as a promising and effective solution for alleviating rosacea symptoms.

Findings from Research on Botulinum Toxin

  • A systematic review on the use of botulinum toxin for rosacea demonstrated its effectiveness in reducing redness, inflammation, and dilated blood vessels associated with the condition.
  • Patients who received the treatment reported noticeable improvements in both symptoms and overall skin appearance.

 

Treatment and Safety

  • Botulinum toxin treatment is highly safe.
  • Side effects are mild and temporary, such as slight swelling or bruising at the injection site, which typically resolve quickly.
  • The therapeutic effects of botulinum toxin can last for up to 3 months, making it a long-lasting option for managing rosacea.

 

Benefits of Botulinum Toxin for Rosacea

  • Reduction of Redness and Inflammation: Restores the skin’s normal appearance by addressing vascular issues.
  • High Safety Profile: Minimal and self-limiting side effects.
  • Long-Lasting Results: Improvements can persist for up to 3 months post-treatment.

 

 

Precautions

While botulinum toxin has shown great promise, it is crucial to consult a medical professional to determine the suitability of the treatment for each individual and ensure it is administered safely.

 

Conclusion:

  • Botulinum toxin is an effective and innovative treatment for rosacea, offering significant improvements in symptoms such as redness, inflammation, and dilated blood vessels.
  • It not only enhances skin appearance but also boosts patients’ confidence and overall quality of life.
  • Since this is not general Botox injection, highly recommended to consult a specialized and experienced physician.

A New Hope for Rosacea Sufferers: The Power of Botulinum Toxin

English

บทความโดย นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ

โรซาเซีย (Rosacea) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่ทำให้เกิดอาการแดง ผิวบวม และหลอดเลือดขยายในบริเวณใบหน้า โดยมีผลกระทบต่อความมั่นใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การรักษาโรซาเซียมีหลายวิธี แต่การใช้ โบทูลินั่มท็อกซิน (Botulinum Toxin) หรือ Botox กำลังเป็นทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการต่าง ๆ ของโรคนี้

ผลการศึกษาจากการใช้โบทูลินั่มท็อกซิ

จากการศึกษาระบบเกี่ยวกับการใช้โบทูลินั่มท็อกซินในการรักษาสิวโรซาเซีย พบว่า

  • โบทูลินั่มท็อกซินสามารถช่วยลดอาการแดงและการอักเสบ รวมถึงช่วยลดการขยายตัวของหลอดเลือดที่ทำให้ใบหน้าดูแดงกว่าปกติ
  • ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษารายงานว่ามีการปรับปรุงทั้งในด้านการลดอาการและการมองเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นหลังการรักษา

การรักษาและความปลอดภัย

  • การรักษาด้วยโบทูลินั่มท็อกซินมีความปลอดภัยสูง
  • อาการข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่จะเป็นอาการชั่วคราว เช่น บวมและรอยช้ำที่บริเวณที่ฉีดยา ซึ่งสามารถหายได้เองในเวลาไม่นาน
  • ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้โบทูลินั่มท็อกซินยังสามารถอยู่ได้นานถึง 3 เดือน

ข้อดีของการใช้โบทูลินั่มท็อกซินในการรักษาสิวโรซาเซีย

  • ลดอาการแดงและการอักเสบ: ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่เสียหายจากการขยายตัวของหลอดเลือด
  • ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง: อาการข้างเคียงจะหายได้เอง
  • ผลลัพธ์ที่ยาวนาน: ผลการรักษาสามารถอยู่ได้ถึง 3 เดือน

ข้อควรระวัง

แม้ว่าการใช้โบทูลินั่มท็อกซินจะมีผลลัพธ์ที่ดีในการรักษาสิวโรซาเซีย แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรักษาเพื่อประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัยสำหรับแต่ละบุคคล

สรุป:

  • การใช้โบทูลินั่มท็อกซินเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสิวโรซาเซีย โดยสามารถลดอาการต่าง ๆ เช่น การขยายตัวของหลอดเลือดและการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลลัพธ์ที่ได้ช่วยฟื้นฟูความมั่นใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างชัดเจน
  • เนื่องจากไม่ใช่การฉีดแบบปกติจึงควรปรึกษาแพทย์ที่มีความชำนาญในการรักษา

ผมบางบริเวณขมับในผู้หญิง

English บทความโดย นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ

ลักษณะอาการ:

  • ผมบางบริเวณขมับโดยไม่ถึงขั้นล้าน เผยให้เห็นหน้าผากมากขึ้นเมื่อเสยผมกลับไป
  • เส้นผมค่อยๆ บางลงและเล็กลง
  • เส้นผมมีระยะห่างระหว่างกันมากขึ้น แต่ไม่หลุดร่วงจนหมด

อายุ:

  • มักเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป

ประวัติครอบครัว:

  • ไม่จำเป็นต้องมีประวัติในครอบครัว แต่ในกรณีที่มีประวัติในครอบครัว มักจะมีอาการรุนแรงมากกว่า

ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ:

  • ผลตรวจเลือดมักปกติ และไม่มีปัญหาสุขภาพแอบแฝง

สาเหตุ:

  • เชื่อว่าผมบางประเภทนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งแตกต่างจากผมบางจากกรรมพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชาย (แอนโดรเจน)

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์:

  • ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทในการเจริญเติบโตของเส้นผม
  • ความหนาแน่นของเส้นผมลดลงเมื่ออายุมากขึ้น โดยความหนาแน่นของเส้นผมจะสูงสุดในช่วงอายุ 20–30 ปี และลดลงหลังจากนั้น
  • เส้นผมจะเล็กลงเมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง
  • จำนวนเส้นผมลดลงอย่างชัดเจนหลังอายุ 40 ปี

Thinning Hair on Temporal area in Female

ภาษาไทย Article by Dr.Piyawat POOMSUWAN

Symptoms:

  • Thinning at the temporal area without complete baldness, revealing more forehead when hair is brushed back.
  • Hair gradually becomes thinner and finer.
  • Hair shafts appear more spaced apart but do not fall out completely.

Age:

  • Often occurs from the age of 35 and older.

Family History:

  • It is not necessary to have a family history, but it trends to have more severity in family history cases.

Lab:

  • Blood tests are usually normal, and there are no underlying health issues.

Cause:

  • This type of hair thinning is believed to be related to changes in female hormones, particularly estrogen. This differs from hereditary hair loss, which is linked to male hormones (androgens).

Scientific Findings:

  • Estrogen plays a role in hair growth.
  • Hair density decreases with age, peaking between the ages of 20–30 and declining thereafter.
  • Hair shafts become finer as estrogen levels drop.
  • The number of hair shafts significantly decreases after the age of 40.

สาเหตุของผมร่วงผมบางในผู้หญิง: ความจริงที่ควรรู้และวิธีรับมือ

บทความโดย นพ.ปิยะวํฒน์ ภูมิสุวรรณ
English

ผมร่วงและผมบางเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทุกวัยซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจและสุขภาพจิตใจของหลายคน สาเหตุของผมร่วงในผู้หญิงมีความซับซ้อนและหลากหลาย

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา พร้อมแนะนำวิธีดูแลและป้องกันอย่างถูกต้อง

สาเหตุหลักของผมร่วงผมบางในผู้หญิง

  1. ฮอร์โมนและพันธุกรรม
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หลังคลอด หรือวัยหมดประจำเดือน อาจทำให้ผมร่วงมากกว่าปกติ
  • พันธุกรรมสามารถมีผลต่อการเกิดภาวะผมบางแบบผู้หญิง (Female Pattern Hair Loss) ซึ่งมักเริ่มที่กลางศีรษะและกระจายออกด้านข้าง
  1. ความเครียดและปัญหาทางจิตใจ
  • ความเครียดทางร่างกายหรือจิตใจสามารถทำให้ผมหลุดร่วงได้ เช่น ภาวะ Telogen Effluvium ที่เกิดจากความเครียดทำให้ผมเข้าสู่ระยะพักพร้อมกัน
  • ปัญหาทางจิตใจ เช่น ภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้า ก็ส่งผลต่อสุขภาพผมได้
  1. โรคและปัญหาสุขภาพ
  • โรคบางชนิด เช่น โรคไทรอยด์ โรคภูมิคุ้มกัน หรือโรคโลหิตจาง เป็นเหตุที่ทำให้ผมร่วงผมบางได้
  • การนอนไม่หลับ พักผ่อนน้อย ก็ส่งผลกระทบต่อผมร่วงผมบางเช่นกัน
  1. โภชนาการที่ไม่สมดุล
  • การขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี ไบโอติน และโปรตีน
  • การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วหรือการทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ
  1. การใช้สารเคมีและความเสียหายจากการจัดแต่งผม
  • การใช้สารเคมี เช่น การย้อมผม ดัดผม หรือยืดผม กระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองที่ศีรษะและรากผมซึ่งมีผลต่อการขึ้นและการเติบโตของเส้นผม หากมีความจำเป็นต้องดัดผม ย้อมผม ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีระและรากผมหลังการทำสีหรือดัดผม เช่น Natural Hair Spray
  • การระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นประจำ เช่น แชมพู ครีมนวดผม การระคายเคืองนี้สามารถตรวพบได้ด้วยกล้องขยายไมโครสโครป หากคุณมีหนังศีรษะที่ไวต่อการระคายเคือง แนะนำให้ใช้แชมพูที่ปราศจากสารซัลเฟต ปราศจากน้ำหอมและสารเคมีกันบูด
  1.  อายุที่เพิ่มขึ้น
  • เมื่ออายุมากขึ้น วงจรการเจริญเติบโตของเส้นผมจะสั้นลง ทำให้ผมบางและหลุดร่วงง่ายขึ้น การได้รับทรีตเมนต์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยยืดอายุเส้นผมและจำนวนเส้นผมได้

วิธีดูแลและป้องกันปัญหาผมร่วงผมบาง

  1. ดูแลสุขภาพจากภายใน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักผลไม้ เนื้อปลา และธัญพืช
  • เสริมวิตามินที่จำเป็น เช่น ไบโอติน วิตามินดี ธาตุเหล็ก และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ช่วยบำรุงผม
  1. จัดการความเครียด
  • ใช้เวลาในการผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  1. ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่เหมาะสม
  • เลือกแชมพูและครีมนวดที่อ่อนโยนและเหมาะกับสภาพผม ปราศจากสารซัลเฟต ปราศจากสารซิลิโคน ปราศจากน้ำหอมและสารเคมีกันบูด
  1. ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • หากมีปัญหาผมร่วงเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหนังศีรษะเพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
  • การรักษาด้วยเลเซอร์
    เมโสเธอราปี โลชั่น และยากิน ตามความเหมาะสมจะช่วยให้ผมหยุกร่วงและขึ้นกลับมาได้

สรุป

  • ผมร่วงผมบางในผู้หญิงอาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งฮอร์โมน ความเครียด สุขภาพ และการดูแลที่ไม่เหมาะสม
  • การเข้าใจสาเหตุและเลือกวิธีการดูแลที่ถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพเส้นผมของคุณ
  • การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างตรงจุด

 

บทความนี้หวังว่าจะช่วยให้คุณเข้าใจปัญหาผมร่วงได้มากขึ้น และพร้อมดูแลเส้นผมของคุณให้แข็งแรงและสุขภาพดี!

Say Goodbye to Dullness: The Ultimate Guide to Brighten Your Skin

Article by Dr.Piyawat POOMSUWAN

Achieving radiant, bright skin is easier than you think!

This guide covers effective daily routines, professional treatments, and lifestyle changes to help you say goodbye to dullness and hello to glowing skin.

Daily Skincare Routine for Bright Skin

1. Cleanse Properly:

Use a gentle cleanser to remove impurities without stripping your skin’s natural moisture.

Look for Cleansing milk and Facial gel that are rich in natural extracts. Deeply cleanses the skin and nourishes the skin with natural moisturizer.


2. Exfoliate Regularly:

Chemical exfoliants like AHAs (2-4% glycolic acid) 1-2 times a week to slough off dead skin cells.

Avoid harsh scrubs that can irritate your skin.


3. Hydrate Your Skin:

Apply a moisturizer or serum containing hyaluronic acid to keep your skin plump and nourished.


4. Brightening Serums or Cream:

Incorporate serums or creams with Vitamin C and natural whitening agents to safely reduce pigmentation and even out your skin tone.


5. Always Wear Sunscreen:

Protect your skin from harmful UV rays with a broad-spectrum SPF 50 or higher.



Professional Treatments to Boost Radiance

1. Chemical Peels:

Mild peels with glycolic or lactic acid exfoliate deeply, leaving your skin smoother and brighter.


2. Laser Plus Multivitamin treatment:

Address stubborn pigmentation and enhance brightness with targeted laser therapy.

Multivitamin doesn’t just help brighten your skin. But it also helps capture free radicals from the laser.

USFDA approved laser is highly recommended for efficacy and safety reason.

3. BioGlow Rejuvenation:

A cutting-edge combination of laser brightening and stem cell rejuvenation for lasting radiance.



Lifestyle Habits for Brighter Skin

1. Stay Hydrated: Drink plenty of water daily to maintain skin elasticity and flush out toxins.


2. Eat a Skin-Healthy Diet: Include antioxidant-rich foods like berries, spinach, and green tea for a natural glow.


3. Get Enough Sleep: Aim for 7–8 hours of sleep each night to allow your skin to repair and renew. Natural supplements are highly recommended for sleeping problems.


4. Avoid Smoking and Excess Alcohol: These habits can lead to dull and dehydrated skin.




DIY Masks to Brighten Skin Naturally

1. Honey and Lemon Mask: Mix 1 teaspoon of honey with a few drops of lemon juice. Apply for 10 minutes and rinse.


2. Turmeric and Yogurt Mask: Combine a pinch of turmeric with 2 teaspoons of yogurt. Apply, leave for 15 minutes, and wash off.


3. Papaya and Honey Mask: Mash ripe papaya and mix with honey for a refreshing and brightening mask.




Glow-Up Starts Now!

By combining these daily practices, professional treatments, and simple lifestyle changes, you can achieve the luminous, bright skin you’ve always desired. Start your journey today and say goodbye to dullness for good!

Causes of Hair Loss and Thinning Hair in Women: Essential Facts and How to Manage Them

Article by DR.Piyawat POOMSUWAN
ภาษาไทย

Hair loss and thinning hair are common problems among women of all ages, often affecting confidence and mental well-being. The causes of hair loss in women are complex and varied. This article will help you understand the factors behind this issue and offer guidance on proper care and prevention.

 

Main Causes of Hair Loss and Thinning Hair in Women

  1. Hormones and Genetics
  • Hormonal changes, such as during pregnancy, postpartum, or menopause, can cause excessive hair shedding.
  • Genetics may lead to Female Pattern Hair Loss, typically starting at the crown and spreading outward.
  1. Stress and Psychological Factors
  • Physical or emotional stress can cause conditions like Telogen Effluvium, where hair prematurely enters the resting phase.
  • Mental health issues such as anxiety or depression also negatively affect hair health.
  1. Health Conditions
  • Medical conditions like thyroid disorders, autoimmune diseases, or anemia can cause hair thinning.
  • Insufficient sleep or lack of rest also impacts hair health, contributing to hair loss.
  1. Nutritional Imbalance
  • Deficiencies in essential nutrients such as iron, zinc, biotin, and protein can lead to hair thinning.
  • Rapid weight loss or a diet lacking nutritional value can worsen the problem.
  1. Chemical Use and Damage from regular product
  • Chemical treatments like dyeing, perming, or straightening can irritate the scalp and weaken hair roots, impacting growth.
  • Irritation from products used regularly, such as shampoo or conditioner, can be detected using a microscopic examination. If your scalp is sensitive, use sulphate-free, fragrance-free, and natural preservative shampoos.
  1. Aging
  • As you age, the hair growth cycle shortens, leading to thinner, more fragile hair. Regular treatments can help extend the lifespan and density of your hair.

Tips for Managing and Preventing Hair Loss

  1. Nourish from inside
  • Eat a healthy diet rich in vegetables, fruits, fish, and whole grains.
  • Take essential supplements like biotin, vitamin D, and iron, or use natural hair-nourishing supplements.
  1. Manage Stress
  • Relax through activities like meditation, yoga, or regular exercise.
  • Get enough sleep to allow your body to recover.
  1. Use Suitable Hair Care Products
  • Choose gentle shampoos and conditioners suitable for your hair. Look for products free of sulfates, silicones, fragrances, and preservatives.
  1. Consult a Specialist
  • If hair loss persists, seek advice from a specialist for proper diagnosis and treatment.
  • Treatments such as laser therapy, mesotherapy, topical lotions, and oral medications can help stop hair loss and promote regrowth.

Conclusion

  • Hair loss and thinning hair in women can result from various factors, including hormones, stress, health issues, and improper care.
  • Understanding the causes and adopting the right care strategies is key to preventing and restoring healthy hair.
  • Consulting a specialist is the best option for accurately identifying the cause and receiving effective treatment.

This article aims to help you better understand hair loss and equip you to care for your hair, ensuring it remains strong and healthy!

Piyawat Clinic Signature Hair Treatment

日本
บทความโดย นพ.ปิยะวัฒน์ ภูมิสุวรรณ

“การรักษาที่เพิ่มทั้งเส้นผมและสมรรถภาพ”

ใครเหมาะที่จะรักษา

  • ผมร่วงผมบางจากพันธุกรรม(AGA: Androgenetic Alopecia)
  • หลังจากปลูกผม(Hair transplantation) เพื่อดูแลทั้งเส้นผมเดิมและเส้นผมที่ปลูกใหม่โดยไม่ต้องกินยา
  • ต้องการหยุดยาที่กินรักษาเส้มผม เช่น Finasterile ซึ่งมีผลข้างเคียง
  • ผมร่วงหลังคลอด
  • ผมร่วงหลังเจ็บป่วย
  • ผมร่วงจากโรคประจำตัว
  • คนที่มีปัญหาจากการรักษาเดิม

รักษาอย่างไร

  • Hair Laser: ไม่เจ็บและปลอดภัยด้วยเครื่องที่ผ่านการรับรองจากUSFDA
  • Mesotherapy: ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ 100%
  • Home-used lotion: ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ 99%
  • Organic Shampoo: ปราศจากที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น ซัลเฟต น้ำหอม สารกันบูด
  • ยาบำรุงผลิตจากธรรมชาติ100%
    • Blood tonic: ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดสู่รากผม
    • Tonic capsule: ใช้สำหรับผู้ที่มีปัญหาสมรรถภาพทางเพศเสื่อมจากผลข้างเคียงของยาที่เคยใช้มาก่อน
  • Natural hair spray ลดการระคายเคืองสำหรับคนทำสีผม
  • Hair microscope: เพื่อตรวจดูหนังศีรษะทุกครั้งที่รับการรักษา

ผลการรักษา

  • เห็นผมขึ้นใหม่ด้วยกล้องmicroscope ภายใน 3 สัปดาห์
  • ค่อยๆหยุดยาเคมีที่กินมาก่อนรักษาได้ และฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย
  • กรณีคนไข้ปลูกผมมาแล้ว การรักษาจะช่วยให้ผมที่ปลูกมาโตได้ดีขึ้น พร้อมกับมีผมขึ้นใหม่เพิ่มขึ้น และป้องกันผมเก่าที่มีอยู่บางลง

หากคุณมีปัญหาผมร่วงผมบาง หรือ มีประสบปัญหามีผลข้างเคียงจากการรักษา ลองมาปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและแนวทาการรักษาที่เหมาะสม

Piyawat Clinic Signature Hair Treatment J

“Increase both Hair and Performance”

Thai
English: scroll down             Article by: Dr.Piyawat Poomsuwan

ピヤワットクリニックの代表的なヘアートリートメント

“髪も生活パフォーマンスも向上するヘアトリートメントです”


治療に適している方

✓ 男性型脱毛症(遺伝性脱毛症)
✓ 毛髪移植後: 植毛した毛髪と既存の毛髪をキープします
✓ ミノキシジル、フィナステリド、デュタステリドなどのAGA治療に使用される薬の副作用が起こり、服用を中止したい人
✓ 産後の抜け毛
✓ 新型コロナウイルス感染症や化学療法後の抜け毛
✓ 慢性疾患による抜け毛: 自己免疫疾患 (SLE、リウマチなど)
✓ これまでのAGA治療に失敗した人


ピヤワットクリニック毛髪治療

✓ ヘアレーザー: US FDA承認のマシンを使用した無痛で安全なレーザーです
✓ メソセラピー: 100%天然有効成分を使用した無痛治療
✓ 家庭用ヘアローション: 99%天然有効成分
オーガニックローズマリーシャンプー: 香料、硫酸塩、パラベンを含まないオーガニック成分のシャンプー
✓ 100% 天然サプリメント:  
 ●ブラッドトニック: 髪の成長のために毛根への血液循環を増加させます
 ●トニックカプセル: 勃起不全に直面している患者のパフォーマンスを向上させます
✓ ナチュラルヘアスプレー: カラー剤などの副作用でおきる刺激(フケ、痒み)などを軽減します
✓ マイクロスコープでの毛髪検査:毎回医師が顕微鏡で髪と頭皮をチェックし、治療経過を確認します


治療結果

✓ 3週間以内に顕微鏡で新しい毛の成長を確認できます
✓ フィナステリド・ミノキシジルの内服を中止したい患者さんへ:少しずつ薬の量を減らしていくことで、副作用である抑うつ、性欲減退などが改善されます
✓ 毛髪移植を受けた方の場合、当院の治療は植毛した毛髪を維持し、既存の毛髪が薄くなるのを防ぐのに役立ちます

 抜け毛がある場合、またはヘアトリートメントによる副作用が起こった場合は、経験豊富な医師にご相談ください。


Who is suitable for treatment?

  • Androgenetic Alopecia (Genetic Hair loss)
  • After Hair Transplantation: To preserve the hair graft and existing hair.
  • People who face adverse effects and want to stop taking medications used to treat hair loss such as minoxidil, finasteride, dutasteride.
  • Hair loss after childbirth
  • Hair Loss after illness such as COVID or After chemotherapy
  • Hair loss from Chronic illness: autoimmune disease (SLE, Rheumatoid)
  • People who fail for previous treatment.

What do Piyawat Clinic use for hair treatment

  • Hair Laser: Painless and Safe with USFDA approved machines.
  • Mesotherapy: Painless Treatment with 100% natural active ingredients.
  • Home-used lotion: 99% natural active ingredients
  • Organic Rosemary Shampoo: Organic ingredients without perfume, sulfate and parabens.
  • 100% Natural supplement:
    • Blood tonic: increase microcirculation to hair root for hair growth.
    • Tonic capsule: increase performance for patients who face erectile dysfunction.
  • Natural Hair spray: Reduces irritation for people who dye their hair.
  • Hair Microscope: Every time the doctor will check your hair and scalp with microscope to monitor the new hair and treatment result.

Treatment Result

  • See new hair growth with a microscope within 3 weeks.
  • For patients who want to stop oral Finasteride/Minoxidil: Gradually stop the medicine and restore physical fitness.
  • For patients who have been done hair transplantation, our treatment will help maintain hair graft and prevent thinning of existing hair.

If you have hair loss or have side effects from any hair treatment, Pease consult our experience doctors.